น่านเน้อเจ้า เที่ยวน่าน 3 วัน 2 คืน ผ่านวิถีท้องถิ่น

เที่ยวน่าน

“น่าน” จัดได้ว่าเป็นเมืองแห่งสีสันล้านนาตะวันออกที่มีประวัติศาสตร์มายาวนานกว่า 700 ปี นอกจากนี้ยังมีความสวยงามด้านธรรมชาติที่หลากหลาย ทำให้ปัจจุบันน่านกลายเป็นจุดหมายปลายทางใหม่ของนักท่องเที่ยวที่กำลังให้ความสนใจเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แถมยังมีสนามบินพาณิชย์อยู่กลางเมือง ยิ่งทำให้การเดินทางมาเมืองน่านสะดวกสบายยิ่งขึ้น สามารถเดินทางมาเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ทริปนี้เราจะพาไป เที่ยวน่าน ผ่านวิถีชุมชนท้องถิ่น เรียนรู้ความเป็นมาของวิถีชุมชนในอดีตต่อเนื่องมาถึงวิถีแห่งความร่วมสมัยในปัจจุบัน

ด้วยเวลาแค่ 3 วัน 2 คืน ก็สามารถสัมผัสและเข้าถึงเสน่ห์ของเมืองน่านได้อย่างครบรส ไม่ว่าจะเป็นที่เที่ยวไฮไลต์ วิถีชุมชน อาหารท้องถิ่น กิจกรรมสนุกๆ และคาเฟ่ที่ต้องไม่พลาดไปเช็คอิน ถ้าพร้อมแล้ว ตามมาเที่ยวด้วยกันเลย

DAY 1
ชมเตาเผาโบราณอายุกว่า 700 ปี

ออกเดินทางกันแต่เช้าจากกรุงเทพฯ ทางเครื่องบิน ถึงสนามบินน่านนครไม่เกิน 9 โมง จากนั้นก็มุ่งหน้าสู่แหล่งเตาโบราณบ้านบ่อสวก ซึ่งขุดพบอยู่ในพื้นที่บ้านของจ่ามนัส ติคำ สันนิษฐานว่าเป็นแหล่งเตาเผาเครื่องปั้นดินเผาที่เคยรุ่งเรืองในอดีตอายุกว่า 700 ปี เทียบยุคเดียวกับสุโขทัย มีลายเฉพาะตัวที่โดดเด่นของที่นี่คือ ลายอินธนูกับลายนกฮูก

ลองทำเครื่องปั้นดินเผาฝีมือตัวเอง

หลังจากที่ได้ไปเห็นเตาเผาโบราณแล้ว เราก็เดินทางต่อไปยังแหล่งเรียนรู้ชุมชนกลุ่มเครื่องปั้นดินเผาชุมชนบ่อสวก ที่นี่เขาเปิดให้นักท่องเที่ยวได้ลองปั้นภาชนะดินเผาด้วยตัวเองด้วยแป้นหมุน โดยจะมีผู้เชียวชาญมาช่วยแนะนำให้ทุกขั้นตอน เมื่อปั้นเสร็จแล้วก็จะได้ภาชนะดินเผาที่เป็นแบบของเราเอง แต่ยังไม่สามารถนำไปใช้ได้ ต้องรอการผ่านขั้นตอนของการเผาก่อน ตรงนี้จะใช้เวลาอีกหลายวัน ดังนั้นทางศูนย์ฯ จะมีบริการจัดส่งให้นักท่องเที่ยวตามไปในภายหลัง

อาหารกลางวันแบบล้านนา

ถึงเวลาแวะเติมพลังกับมื้อกลางวันที่ศูนย์ผ้าทอโบราณ เสิร์ฟมาในโตกแบบล้านนา เราได้ลองชิมอาหารเหนือหลายอย่าง เช่น ไก่ทอดมะแขว่น, น้ำพริกอ่อง และยำวุ้นเส้นเมือง ปิดท้ายด้วยอาหารคุ้นลิ้นอย่างต้มแซ่บซี่โครงอ่อน

สวยด้วยอร่อยด้วย

อิ่มท้องกันแล้วก็ได้เวลาเยี่ยมชม ศูนย์เรียนรู้ภูมิปัญญาหม่อนไหมผ้าทอโบราณเมืองน่าน ตั้งอยู่ที่บ้านดอนอุดม ต.บ่อสวก อ.เมืองน่าน ผ้าไหมทอของที่นี่สืบสานถ่ายทอดกันมารุ่นต่อรุ่นกว่า 100 ปี มีความงามและลวดลายที่ไม่เหมือนที่ใด ใครเป็นสายผ้าทอโบราณมาที่นี่ต้องชอบแน่ๆ

เยือนกลุ่มทอผ้าบ้านซาวหลวง

สถานที่ต่อมาที่เราไปแวะไปเยี่ยมชมก็คือ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มทอผ้าบ้านซาวหลวง ตั้งอยู่ที่บ้านซาวหลวง ต.บ่อสวก อ.เมืองน่าน เป็นศูนย์เรียนรู้ภูมิปัญญาการทอผ้าฝ้ายและย้อมสีธรรมชาติที่ถอดลวดลายจากเครื่องปั้นดินเผาโบราณจากแหล่งเตาเผาบ่อสวก แสดงความเป็นอัตลักษณ์ของเมืองน่านผ่านผ้าทอได้อย่างสวยงาม 

ลองสานไม้ไผ่ที่บ้านต้าม

บ้านต้ามมีชื่อเสียงทางด้านการทำเครื่องจักสานไม่ไผ่เป็นเครื่องใช้ไม้สอย และภาชนะต่างๆ ในครัวเรือน สินค้าที่โดดเด่นได้รับความนิยมคือ กระติบข้าวเหนียวและหวดนึ่งข้าวเหนียว มาถึงที่แล้วคุณลุงคุณป้าก็จัดแจงให้เราลองสานอะไรง่ายๆ อย่าง “ตะแหลว” ซึ่งถือเป็นเครื่องรางอย่างหนึ่งไว้ป้องกันภูติผีของชาวบ้าน นอกจากนี้ยังสอนให้เราสานเป็นรูปม้า เอาไว้ใช้เป็นของเล่นสำหรับเด็กๆ หรือประยุกต์เป็นของตกแต่งบ้านก็ได้

ทำไส้อั่วกับเชฟชุมชน

ที่ “ริมทุ่งโฮมสเตย์” นอกจากจะเป็นที่พักในคืนแรกของเราแล้ว ยังเป็นบ้านของเชฟชุมชนในโครงการ Local Chef Thailand ที่ผ่านการฝึกอบรมกับเชฟระดับมืออาชีพมาแล้ว เราได้มีโอกาสลองทำอาหารเหนืออย่าง “ไส้อั่ว” ตั้งแต่ขั้นตอนแรกไปจนถึงการยัดไส้ออกมาจนสวยงามน่ารับประทาน ซึ่งค่ำคืนนี้เราจะได้ลองชิมฝีมือไส้อั่วที่เราทำกันเองเป็นครั้งแรกด้วย

ริมทุ่งโฮมสเตย์
ลองทำไส้อั่วกับเชฟชุมชน

ชมวิวพระอาทิตย์ตกดินที่วัดพระธาตุเขาน้อย

อีกไฮไลต์หนึ่งที่มาถึงเมืองน่านแล้วต้องไม่พลาดก็คือ การมาชมพระอาทิตย์ตกดินที่จุดชมวิววัดพระธาตุเขาน้อย แลนด์มาร์กสำคัญของเมืองน่านที่สามารถมองเห็นตัวเมืองน่านได้โดยรอบ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหาอุดมมงคลนันทบุรีศรีน่าน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางประทานพร ส่วนองค์พระธาตุเป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูนทั้งองค์ เป็นศิลปะพม่าผสมล้านนา ภายในบรรจุพระเกศาธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

รับบายศรีสู่ขวัญที่โฮมสเตย์

ก่อนรับประทานอาหารค่ำ ทางที่พักได้จัดพิธีบายศรีสู่ขวัญเล็กๆ ให้กับนักท่องเที่ยว ตามธรรมเนียมของคนในท้องถิ่น หลังจากนั้นเราก็ได้รับประทานอาหารเหนือที่ทางโฮมสเตย์จัดไว้ให้ ประกอบด้วยน้ำพริกหนุ่มบ้านนา ต้มส้มไก่ แกงแคไก่บ้าน รวมถึงไส้อั่วที่เราทำเตรียมเอาไว้ตั้งแต่ตอนเย็น พออิ่มแล้วก็เข้าห้องพักผ่อนตามอัธยาศัย

DAY 2
ทานขันข้าวกับเช้าวันใหม่

เริ่มต้นในเช้าวันที่สองโดยทางโฮมสเตย์พาเราเดินทางไปที่วัดบ่อสวก ซึ่งอยู่ไม่ไกลที่พักมานัก เพื่อร่วมประเพณีดั้งเดิมของชาวบ้านที่เรียกว่า “ทานขันข้าว” หรือ “ทานโก๊ะข้าว” เป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ล่วงลับ วัดบ่อสวกเป็นวัดเล็กๆ ในชนบทที่ให้บรรยากาศสงบ ร่มเย็น มีอายุเกือบ 200 ปี 

ทำลูกประคบที่สวนเกษตรอุ้มบุญ

ช่วงสายเราออกจากที่พักมุ่งหน้าสู่ สวนเกษตรอุ้มบุญสมุ่นไพร ที่นี่เป็นสวนเกษตรอินทรีย์ซึ่งภายในจะมี พืชผักสวนครัว สมุนไพร และผลไม้หลากหลายชนิด ที่นำมาเป็นส่วนประกอบในการทำลูกประคบสมุนไพร นักท่องเที่ยวสามารถลองหัดทำลูกประคบด้วยตัวเองได้ ขั้นตอนไม่ได้ยุ่งยากเลย เสร็จแล้วได้ลูกประคบเป็นของที่ระลึกเอากลับไปนวดประคบที่บ้านได้เลย

สนใจเที่ยวชุมชนบ้านบ่อสวก ติดต่อสอบถามได้ที่ Facebook : โฮมสเตย์บ้านบ่อสวก จังหวัดน่าน ทางชุมชนจัดโปรแกรมเที่ยวไว้ให้เลือกหลากหลายแบบ รวมอาหารท้องถิ่น ที่พัก และกิจกรรม ครบเลยล่ะ

แวะชมงานศิลป์ริมน้ำน่าน


ระหว่างทางจากชุมชนบ้านบ่อสวกมุ่งหน้าสู่อำเภอปัว เราได้แวะกันที่ หอศิลป์ริมน่าน ที่นี่เปิดมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2547 โดยคุณวินัย ปราบริปู ศิลปินชาวน่าน แบ่งพื้นที่จัดแสดงออกเป็นอาคารหลายส่วน มีงานศิลปะหลากหลายแขนงสลับหมุนเวียนมาให้ชมตลอดปี และยังมีภาพเขียนฝีพระหัตถ์ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธรฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ต้องไม่พลาดชม นอกจากนี้บรรยากาศโดยรอบยังร่มรื่นร่มเย็น เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจ 

อาหารกลางวันที่บ้านเก็ต อร่อยเด็ดทุกจาน

สำหรับมื้อกลางวันในวันนี้เราได้มีโอกาลองชิมอาหารท้องถิ่นของชาวบ้านเก็ตคือ “ยำหญ้าหมาน้อย” ซึ่งเป็นไม้เลื้อยชนิดหนึ่งมีใบคล้ายรูปหัวใจ ชาวบ้านจะนำเอาใบมาขยำกับน้ำ แล้วทิ้งไว้ให้จับตัวเป็นวุ้น จากนั้นก็นำมาใส่เครื่องยำปรุงรสตามชอบ รสชาติเหมือนทานวุ้นยังไงยังงั้น นอกจากอาหารคาวแล้วยังสามารถนำมาเป็นของหวานทานปิดท้าย กับเมนู หญ้าหมาน้อยนมสด ให้อารมณ์คล้ายๆ กินเต้าหู้นมสดได้อยู่เหมือนกันนะ

ชาวบ้านเก็ตเตรียมอาหารกลางวันไว้ให้เราชุดใหญ่ จอผักกาด, น้ำพริกหนุ่ม, แกงฮังเล, คั่วไก่แฮ่ม, ไข่ป่าม, ไก่ทอด, ยำหญ้าหมาน้อย อร่อยเด็ดทุกจานเลย
ยำหญ้าหมาน้อย
หญ้าหมาน้อยนมสด

เยี่ยมชมกลุ่มทอผ้าไทลื้อและลองทำผ้ามัดย้อม

หลังจากรับประทานอาหารกลางวันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็มาลองทำกิจกรรมผ้ามัดย้อมกัน ซึ่งเป็นการมัดย้อมครามที่ให้สีน้ำเงินเข้ม กับมัดย้อมโกโก้ที่ให้สีน้ำตาลอ่อนๆ ใช้เวลาทำไม่นานนัก จากนั้นก็แวะชมศูนย์ทอผ้าไทลื้อ ซึ่งอยู่ในบริเวณใกล้ๆ กัน ที่นี่เป็นแหล่งทอผ้าแบบดั้งเดิมของชาวไทลื้อ บ้านเก็ต ต.วรนคร อ.ปัว มีงานทอแบบดั้งเดิมที่ขึ้นชื่อ เช่น ตุงไชยลายปราสาท 5 ชั้น เน้นการใช้วัสดุจากธรรมชาติตั้งแต่ฝ้าย การย้อมสีด้วยเปลือกไม้

แวะชิมพิซซ่าหน้าเห็ด

มาถึงปัวทั้งทีต้องไม่พลาดแวะมาที่ ฟาร์มเห็ดบ้านหัวน้ำ ที่นี่เป็นฟาร์มเห็ดที่ผลิตเชื้อเห็ดที่ใหญ่ ทันสมัยและครบวงจรที่สุดในอำเภอปัว นอกจากนี้ยังมีบริการที่พักและร้านอาหารรองรับนักท่องเที่ยวไว้ด้วย ครั้งนี้เราไม่ได้มาพักที่นี่ แค่แวะมากินอาหารอย่างเดียว เลยสั่งเมนูเด็ดคือ พิซซ่าหน้าเห็ด มาลองกันหน่อย รสชาติใช้ได้เลย นอกจากนี้บรรยากาศของที่นี่ยังสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์แบบพาโนราม่าของทุ่งนากว้างไกล เรียกว่าอาหารหลักร้อยวิวหลักล้านกันเลย

เข้าที่พักที่น่านนิรันดร์

จากนั้นเราก็เดินทางเข้าสู่ที่พัก สำหรับคืนนี้เราพักกันที่ น่านนิรันดร์ รีสอร์ตเก๋ๆ ภายใต้คอนเซปต์รีสอร์ตวิถีเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพราะที่นี่เขาจะปลูกข้าว ปลูกผัก สำหรับใช้ในรีสอร์ตกันเอง นอกจากนี้ภายในรีสอร์ตยังปลูกดอกไม้สวยๆ ให้เราได้ชื่นชม มีลำธารเล็กๆ ไหลผ่าน ซึ่งถ่ายที่พักได้จัดมุมถ่ายรูปให้แขกที่มาพักได้แชะกันอย่างเพลิดเพลิน ไหนๆ ที่นี่ก็ปลูกข้าวปลูกผักเองแล้ว เราก็ถือโอกาสฝากท้องในมื้อเย็นกับทางรีสอร์ตไปซะเลย

DAY 3
ชมสวนโกโก้ ลองทำช็อกโกแลต

เช้าวันที่ 3 ลุกขึ้นมาใส่บาตรที่ทางรีสอร์ตจัดเตรียมไว้ให้ จากนั้นก็รับประทานอาหารเช้าเป็นเซ็ตง่ายๆ ก่อนออกเดินทางไปยัง Coco Valley Resort รีสอร์ตสำหรับคนรักโกโก้ ไปดูเรื่องราวของช็อกโกแลตตั้งแต่ต้นทางที่ไร่โกโก้จนมาถึงปลายทางที่ทำจนออกมาเป็นช็อกโกแลตและขนมหวานต่างๆ ที่นี่เรายังได้ลองทำช็อกโกแลตจริงๆ กันเป็นครั้งแรก ทำให้รู้ว่าแท้จริงแล้วเมืองไทยเราก็สามารถทำช็อกโกแลตดีๆ ได้ ไม่แพ้ยุโรปกันเลยทีเดียว

จิบกาแฟพิเศษจากเมล็ดท้องถิ่นน่าน

จากนั้นเราก็เดินทางกลับเข้าสู่ตัวเมืองน่าน เพื่อไปต่อกันที่ร้านกาแฟ Erabica Coffee ร้านกาแฟแห่งใหม่ที่เพิ่งเปิดให้บริการได้ไม่นานนัก ความพิเศษของร้านนี้นอกจากจะเป็นเรื่องความสวยงามของตัวอาคารแล้ว กาแฟของที่นี่ยังใช้เมล็ดที่ปลูกที่บ้านสันเจริญ อ.ท่าวังผา จ.น่าน นี่เอง เราเลยลองสั่งเมนูซิกเนเจอร์ของร้าน ที่มีส่วนของระหว่างกาแฟกับน้ำมะไฟจีน มาพิสูจน์กันหน่อย ต้องบอกว่าได้ฟีลลิ่งของกาแฟแบบกินง่ายๆ สบายๆ เข้ากับรสของน้ำมะไฟจีนได้อย่างกลมกลืน อร่อยทีเดียว

ก็เป็นอันว่าจบทริป เที่ยวน่าน 3 วัน 2 คืน และเป็นอีกครั้งที่ได้มาเยือนน่านในแบบที่เรียนรู้และเข้าใจความเป็นน่านในอีกรูปแบบที่เข้าถึงความเป็นท้องถิ่นจริงๆ โดยผ่านจากวิถีชุมชน ศิลปวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ และอาหาร ช่วยให้เราได้เห็นน่านทั้งในมุมที่งดงามแห่งอดีต และมุมที่ปรับตัวตามวิถีสมัยใหม่ในปัจจุบันได้อย่างลึกซึ้ง จนแทบอยากจะอยู่ต่ออีกนานๆ เลยล่ะ แล้วพบกันใหม่นะ “น่านเน้อเจ้า”

Facebook Comments